Did you Know ?

" ถ้าคุณไม่เห็นภาพและคลิกลิงค์ต่างๆไม่ได้ แสดงว่าคุณใช้ IE ของ Microsoft กรุณาเปลี่ยนไปใช้ Firefox "


Content View Hits : 3324

who on line

We have 5 guests online
สวนคุณฉลอง PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Sunday, 20 May 2012 15:46

สวนคุณฉลอง

 

ให้ทดลองกับต้นที่ปลวกกินเต็มต้น หลังจากทดลอง 1 ครั้ง

จะเริ่มเห็นการแทงช่อดอกตัวเมีย ข้างซ้ายขึ้นมา 1 ช่อ ข้างขวา 1 ช่อ วันที่ 24 มีนาคม 2512

 

ช่อดอกตัวเมียข้างซ้าย

ช่อดอกตัวเมียข้างขวา

ตอนนี้เพิ่งไปติดตามดูหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2512

 

 

 
การสำรวจโรคปาล์มที่แม่สาย เดือนมีนาคม 2555 (1) PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 19 April 2012 03:30

 

การเข้าทำลายของปลวก


แสดงให้เห็นการเข้าทำลายของปลวก ซึ่งถ้าหากอาการรุนแรงจะเห็นอาการตามรูปด้านข้าง แต่หลังจากที่ได้ทดลองเอา CE7 ใส่ในต้นปาล์มที่ถูกปลวกเข้าทำลาย ได้ 15 วัน พบว่าต้นปาล์มสามารถฟื้นตัวต่อต้านการทำลายปลวกได้ โดยพบว่าขนาดการขยายตัวของรังปลวกลดลงและมีการแทงช่อดอกออกมาให้เห็น โผล่พ้นรังปลวกซะงั้น !

 

อาการทะลายเน่า ( Bunch Rot )


อาการทะลายเน่านี้เกิดได้ 2 ปัจจัย

ปัจจัยแรก เกิดเนื่องจากสายพันธุ์ที่นำมาปลูก เป็นสายพันธุ์ ฟิสิเฟอร่า จะมีจำนวนทะลายสูง ถ้าผ่าผลดูจะพบว่าภายในไม่มีส่วนที่เรียกว่า กะลา หรือเปลือกใน ผลจะเน่าก่อนสุก  บางครั้งพันธุ์นี้ บางต้นดอกตัวเมียจะเป็นหมันหมายความว่า จะไม่มีวันให้ผลผลิต (รูปซ้ายด้านล่าง ผลที่ไม่มีกะลา รูปขวา ผลมีกะลา)

ลักษณะผลไม่มีเปลือกในทำให้เกิดอาการเน่าง่าย ง่ายต่อการที่เชื้อเข้าทำลาย


ส่วนอีกปัจจัยเกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราโดยตรง เชื้อราสาเหตุ คือ Marasmius palmivorus ซึ่งพบว่ามีผลเสียหายทางเศรษฐแิจอย่างมาในประเทศมาเลเซีย และนอกจากนี้ยังพบว่ามีการระบาดทั่วไปในพื้นที่ที่ปลูกปาล์มทั่วโลก


การเข้าทำลาย

เชื้อพบอยู่บริเวณฐานใบ ก้านทางใบ ใบเหลืองซีด และแห้งตาย ซึ่งอาการนี้มีรายงานว่าพบที่อำเภอเคียนชา สุราษฎร์ธานี

ระยะการเข้าทำลาย มักเกิดกับปาล์มอายุ 3-9 ปี ส่วนมากพบในปาล์มที่มีการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสายพันธุ์ หรือ ปริมาณแมลงผสมเกสรน้อย

เข้าทำลายทะลายในระยะอ่อน และการผสมเกสรยังไม่เพียงพอ ถ้ามีการเข้าลายมากจะพบเส้นใยสีขาวปกคลุมทะลายถ้าทะลายยังติดกับต้น จะมีอาการเน่าแห้ง และการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดอื่นจะเกิดขึ้นได้

การเข้าทำลายผลจะทำใ้ห้ผลนิ่ม เป็นสีน้ำตาล ฉ่ำน้ำ แตกต่างจากผลที่ปกติอย่างชัดเจน

บริเวณโคนก้านทาง ใบย่อย ก้านทางใบที่รองรับทะลายที่เป็นโรคจะพบเส้นใยเชื้อราเชื้อราจะแผ่คล้ายใบพัด ถ้าสภาพอากาศที่มีฝน ความชื้นสูง จะเป็นเส้นใยสีขาว มีความยาว 2-8 เซนติเมตร ในสภาพอากาศแห้งเส้ยใยจะออกสีชมพู และมีขนาดเล็กกว่า โดยทั่วไปมักจะพบการเข้าทำลายของเชื้อในสภาพดินปลูกที่เป็นกรด ที่มีการใช้สารเคมีประเภทซัลเฟต


การแพร่ระบาด ลม และแมลงเป็นตัวพาไป


การควบคุมและป้องกัน

ดูแลเรื่องความสะอาด เก็บช่อดอกที่ไม่สมบูรณ์ เป็นตัวผู้ทิ้ง ถ้าพบอาการเริ่มแรกและรีบเอาออกไปจากแปลงและเผาทำลาย จะลดการระบาดได้ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นสาเหตุเกิดการระบาดไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสปอร์สามารถปลิวไปตามลมได้ เพราะฉะนั้นเกษตรกรชาวสวนจึงควรหมั่นตรวจดูปาล์มอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเจอแล้วทำลายทิ้งเลย ทำลายทะลายที่เป็นทิ้ง ทำความสะอาดแปลงปลูก โดยการเก็บเอาช่อดอกตัวผู้ออกทิ้ง

การให้น้ำที่เหมาะสม จากการสอบถาม เกษตรกรชาวสวนให้น้ำโดยใช้สปริงเกลอร์สูง ซึ่งก็ก่อให้เกิดความชื้นสูงเหมาะสมในการกระจายของเชื้อ เช่นกัน

ให้ปุ๋ยที่เหมาะสม เพิ่มความแข็งแรง และการต้านทานต่อโรค

ตัดแต่งทางใบให้แนบกับลำต้นปาล์ฒ

การใช้สารเคมีสามารทำได้แต่ เนื่องจากชนิดที่ใช้กำตัดได้ดี มีอันตรายมากจึงไม่แนะนำในที่นี้ แต่ต้องการให้เข้มงวดในข้อแนะนำต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว


ข้อแนะนำ

1.ตรวจสอบพันธุ์ว่าเป็นเพราะสายพันธุ์หรือไม่

2.ถ้าใช่ ควรจะเพิ่มสภาพที่เหมาะสมที่ช่วยในการผสมเกสร โดยให้มีแมลงช่วยผสมเกสรมากๆ ไม่ควรใช้สารเคมีฆ่าหญ้า หรือ ฆ่าโรค แมลง เพราะจะทำลายแมลงที่มีประโยขน์ที่จะช่วยผสมเกสร

3.เตรียมที่จะปลูกซ่อมโดยใช้พันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้

4.หากไม่ใช่สายพันธุ์ ให้ทำความสะอาดแปลงให้ดี มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่จัดเต็ม 3-4 วัน 4 คืนแล้วหาย แล้วค่อยเวียนมาใหม่ อย่างที่ขาวสวนเล่าให้ฟัง ควรทำให้น้ำโดยการขุดให้น้ำสามารถเข้าไปรอบๆวงปาล์มได้ โดยไม่ต้องลึกมาก และมีทางระบายออก

 

ส่วนในพื้นที่ที่มีความลาดชัน ก็ต้องทำการปรับพื้นที่ให้มีพื้นดินรอบโคนต้นในแนวราบ เอียงเข้าหาเนินด้านใน

5.ปัญหาอีกอย่าง การเตรียมแปลงปลูกแต่แรกส่วนใหญ่ผิดเพราะทำการปลูกบนคันดิน ซึ่งทำให้ ต้นปาล์มไม่มีส่วนที่เป็นดินมากพอที่จะมีรากหากินได้หากินบริเวณรอบโคนต้น จึงควรจะปรับพื้นที่ใต้โคนต้นให้มีดินโดยรอบ เพื่อการให้น้ำและปุ๋ยจะมีประสิทธภาพ เพื่ออาหารจะได้เข้าไปเลี้ยงและบำรุงได้อย่างทั่วถึง

จะเห็นความแตกต่างระหว่างต้นปาล์มที่มีดินระดับโคนต้นโดนรอบทรงพุ่ม ให้ผลผลิตดีกว่า ต้นปาล์มที่ไม่มีดินรอบทรงพุ่ม เพราะฉะนั้นอย่าทำและแก้ไขด้วย เพราะในเมื่อเราตั้งใจจะปลูกแล้ว ต้องดูแล แล้วผลที่ได้จะทำให้เรามีรายได้ที่ดี

ที่มา: Fungus Diseases of Tropical Crops By Paul Holliday

www.thaigreenagro.com/aticle.aspx?id..

http://www.plantwise.org

ขอขอบคุณทีมงานฝ่ายตลาด CE 7



 
ความเหมาะสมในการปลูกปาล์ม PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 14 April 2012 05:43

สำหรับผู้ที่ปลูกปาล์มน้ำมัน มาพิจารณาสภาพพื้นที่ของที่เราจะปลูกว่า มีปัจจัยใดบ้างเข้าข่ายอยู่ในเกณฑ์ใหนเพื่อที่เราจะได้วางแผนในการปลูกให้เหมาะสม

ที่มา : http://www.natres.psu.ac.th

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา : ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยประเทศไทย 1,700 มิลลิเมตร ต่อ ปี

ภาคเหนือ     1,241 มิลลิเมตร ต่อ ปี (ไม่เหมาะสม)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  1,406 มิลลิเมตร ต่อ ปี (ปานกลาง)

ภาคกลาง       1,266 มิลลิเมตร ต่อ ปี (ไม่เหมาะสม)

ภาคใต้ ฝั่งตะวันออก    1,761 มิลลิเมตร ต่อ ปี (เหมาะสม)

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก       2,733 มิลลิเมตร ต่อ ปี (เหมาะสมมาก)

ถ้าเราพิจารณาปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ต่อปี ก็จะพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว แต่เราต้องคำนึงถึงการกระจายตัวของน้ำฝนด้วย ซึ่งจะแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโดยภาพรวมจะอาจทำให้การตัดสินใจผิดพลาดเนื่องจากการกระจายตัวของน้ำฝนแตกต่างกันไป ทำให้บางที่สามารถปลูกได้และให้ผลผลิตได้จะมากหรือน้อยก็ลดหลั่นลงไปตามความเหมาะสมของปัจจัยต่างๆ เมื่อเราพิจารณาข้อมูลรายจังหวัดอีกครั้ง จะทำให้เราเอามาประกอบการตัดสินใจได้ดี ในการผลิต การลงทุน การจัดระบบน้ำ ต่างๆ

 

ที่มา : http://th.wikipedia.org

ความชื้นสัมพัทธ์ควรจะมากกว่า 80 %

 

เช่น จังหวัดพะเยา

 

จากข้อมูลต่างๆเราพบว่า ปัญหาในการปลูกปาล์มที่พะเยา คือ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นไม่เพียงพอ แต่ก็พบว่ามีแหล่งน้ำที่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่

ยุทธภูมิที่เหมาะสม หากจะปลูก ต้องอยู่ที่ราบลุ่ม เพื่อลดด้นทุนด้านการปรับสภาพพื้นที่ มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่เราสามารถผันเข้ามาใช้ในระบบ แต่ปัญหาเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการปลูกโดยต้องใช้ระบบการปลูกในเชิงระบบ โดยมีการปลูกพืชร่วมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเพิ่มปริมาณศัตรูธรรมชาติ เพื่อลดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ลดการใช้สารเคมีกำจัดแมลง และประกอบการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับพืช ลดการใช้สารเคมีในการกำจัดโรดทุกอย่างต้องเป็นระบบสอดคล้องกันหมด และผลสุดท้ายคือผลผลิตที่ดี และไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้เอง ระบบการปลูกปาล์มน้ำมันเชิงระบบจึงเกิดขึ้น เนื่องจากความแตกต่างกันของสภาพปัจจัยที่แตกต่างกันนี้เอง และเพื่อลดความเสียหายอันเนื่องมาจากการปลูกปาล์มน้ำมันกันอย่างแพร่หลายในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีัย ทำให้เราพบปัญหาของการมีผลต่อสภาพแวดล้อมอย่างมากมาย ทั้ง ดิน และน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งที่หล่อเลี้ยงนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์เราให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ จากบทเรียนจากประเทศเหล่านี้ เราไม่อาจจะตามรอยปลูกเค้าไปโดยหลับหูหลับตา และมีปัญหาตามมาอย่างประเทศเค้าอย่างแน่นอน

CE 7 ทีมตระหนักดีถึงผลของการทำการเกษตรแบบที่ไม่รู้จริง  หรือ ได้ข้อมูลที่ไม่ครบ ว่ามีผลเสียถึงตัวเกษตรกรเองและผลเสียต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร เราจึงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ ให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชที่เหมาะสมในพื้นที่ของท่านให้ได้ผลผลิตดีที่สุด เพื่อการพัฒนาการเกษตรเชิงระบบอย่างยั้งยืนในอนาคตต่อไป

 
«StartPrev1234NextEnd»

Page 1 of 4