|
การเข้าทำลายของปลวก

แสดงให้เห็นการเข้าทำลายของปลวก ซึ่งถ้าหากอาการรุนแรงจะเห็นอาการตามรูปด้านข้าง แต่หลังจากที่ได้ทดลองเอา CE7 ใส่ในต้นปาล์มที่ถูกปลวกเข้าทำลาย ได้ 15 วัน พบว่าต้นปาล์มสามารถฟื้นตัวต่อต้านการทำลายปลวกได้ โดยพบว่าขนาดการขยายตัวของรังปลวกลดลงและมีการแทงช่อดอกออกมาให้เห็น โผล่พ้นรังปลวกซะงั้น !

อาการทะลายเน่า ( Bunch Rot )

อาการทะลายเน่านี้เกิดได้ 2 ปัจจัย
ปัจจัยแรก เกิดเนื่องจากสายพันธุ์ที่นำมาปลูก เป็นสายพันธุ์ ฟิสิเฟอร่า จะมีจำนวนทะลายสูง ถ้าผ่าผลดูจะพบว่าภายในไม่มีส่วนที่เรียกว่า กะลา หรือเปลือกใน ผลจะเน่าก่อนสุก บางครั้งพันธุ์นี้ บางต้นดอกตัวเมียจะเป็นหมันหมายความว่า จะไม่มีวันให้ผลผลิต (รูปซ้ายด้านล่าง ผลที่ไม่มีกะลา รูปขวา ผลมีกะลา)

ลักษณะผลไม่มีเปลือกในทำให้เกิดอาการเน่าง่าย ง่ายต่อการที่เชื้อเข้าทำลาย
ส่วนอีกปัจจัยเกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราโดยตรง เชื้อราสาเหตุ คือ Marasmius palmivorus ซึ่งพบว่ามีผลเสียหายทางเศรษฐแิจอย่างมาในประเทศมาเลเซีย และนอกจากนี้ยังพบว่ามีการระบาดทั่วไปในพื้นที่ที่ปลูกปาล์มทั่วโลก
การเข้าทำลาย
เชื้อพบอยู่บริเวณฐานใบ ก้านทางใบ ใบเหลืองซีด และแห้งตาย ซึ่งอาการนี้มีรายงานว่าพบที่อำเภอเคียนชา สุราษฎร์ธานี
ระยะการเข้าทำลาย มักเกิดกับปาล์มอายุ 3-9 ปี ส่วนมากพบในปาล์มที่มีการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสายพันธุ์ หรือ ปริมาณแมลงผสมเกสรน้อย
เข้าทำลายทะลายในระยะอ่อน และการผสมเกสรยังไม่เพียงพอ ถ้ามีการเข้าลายมากจะพบเส้นใยสีขาวปกคลุมทะลายถ้าทะลายยังติดกับต้น จะมีอาการเน่าแห้ง และการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดอื่นจะเกิดขึ้นได้
การเข้าทำลายผลจะทำใ้ห้ผลนิ่ม เป็นสีน้ำตาล ฉ่ำน้ำ แตกต่างจากผลที่ปกติอย่างชัดเจน
บริเวณโคนก้านทาง ใบย่อย ก้านทางใบที่รองรับทะลายที่เป็นโรคจะพบเส้นใยเชื้อราเชื้อราจะแผ่คล้ายใบพัด ถ้าสภาพอากาศที่มีฝน ความชื้นสูง จะเป็นเส้นใยสีขาว มีความยาว 2-8 เซนติเมตร ในสภาพอากาศแห้งเส้ยใยจะออกสีชมพู และมีขนาดเล็กกว่า โดยทั่วไปมักจะพบการเข้าทำลายของเชื้อในสภาพดินปลูกที่เป็นกรด ที่มีการใช้สารเคมีประเภทซัลเฟต
การแพร่ระบาด ลม และแมลงเป็นตัวพาไป
การควบคุมและป้องกัน
ดูแลเรื่องความสะอาด เก็บช่อดอกที่ไม่สมบูรณ์ เป็นตัวผู้ทิ้ง ถ้าพบอาการเริ่มแรกและรีบเอาออกไปจากแปลงและเผาทำลาย จะลดการระบาดได้ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นสาเหตุเกิดการระบาดไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสปอร์สามารถปลิวไปตามลมได้ เพราะฉะนั้นเกษตรกรชาวสวนจึงควรหมั่นตรวจดูปาล์มอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเจอแล้วทำลายทิ้งเลย ทำลายทะลายที่เป็นทิ้ง ทำความสะอาดแปลงปลูก โดยการเก็บเอาช่อดอกตัวผู้ออกทิ้ง
การให้น้ำที่เหมาะสม จากการสอบถาม เกษตรกรชาวสวนให้น้ำโดยใช้สปริงเกลอร์สูง ซึ่งก็ก่อให้เกิดความชื้นสูงเหมาะสมในการกระจายของเชื้อ เช่นกัน
ให้ปุ๋ยที่เหมาะสม เพิ่มความแข็งแรง และการต้านทานต่อโรค
ตัดแต่งทางใบให้แนบกับลำต้นปาล์ฒ
การใช้สารเคมีสามารทำได้แต่ เนื่องจากชนิดที่ใช้กำตัดได้ดี มีอันตรายมากจึงไม่แนะนำในที่นี้ แต่ต้องการให้เข้มงวดในข้อแนะนำต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว
ข้อแนะนำ
1.ตรวจสอบพันธุ์ว่าเป็นเพราะสายพันธุ์หรือไม่
2.ถ้าใช่ ควรจะเพิ่มสภาพที่เหมาะสมที่ช่วยในการผสมเกสร โดยให้มีแมลงช่วยผสมเกสรมากๆ ไม่ควรใช้สารเคมีฆ่าหญ้า หรือ ฆ่าโรค แมลง เพราะจะทำลายแมลงที่มีประโยขน์ที่จะช่วยผสมเกสร
3.เตรียมที่จะปลูกซ่อมโดยใช้พันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้
4.หากไม่ใช่สายพันธุ์ ให้ทำความสะอาดแปลงให้ดี มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่จัดเต็ม 3-4 วัน 4 คืนแล้วหาย แล้วค่อยเวียนมาใหม่ อย่างที่ขาวสวนเล่าให้ฟัง ควรทำให้น้ำโดยการขุดให้น้ำสามารถเข้าไปรอบๆวงปาล์มได้ โดยไม่ต้องลึกมาก และมีทางระบายออก

ส่วนในพื้นที่ที่มีความลาดชัน ก็ต้องทำการปรับพื้นที่ให้มีพื้นดินรอบโคนต้นในแนวราบ เอียงเข้าหาเนินด้านใน
5.ปัญหาอีกอย่าง การเตรียมแปลงปลูกแต่แรกส่วนใหญ่ผิดเพราะทำการปลูกบนคันดิน ซึ่งทำให้ ต้นปาล์มไม่มีส่วนที่เป็นดินมากพอที่จะมีรากหากินได้หากินบริเวณรอบโคนต้น จึงควรจะปรับพื้นที่ใต้โคนต้นให้มีดินโดยรอบ เพื่อการให้น้ำและปุ๋ยจะมีประสิทธภาพ เพื่ออาหารจะได้เข้าไปเลี้ยงและบำรุงได้อย่างทั่วถึง

จะเห็นความแตกต่างระหว่างต้นปาล์มที่มีดินระดับโคนต้นโดนรอบทรงพุ่ม ให้ผลผลิตดีกว่า ต้นปาล์มที่ไม่มีดินรอบทรงพุ่ม เพราะฉะนั้นอย่าทำและแก้ไขด้วย เพราะในเมื่อเราตั้งใจจะปลูกแล้ว ต้องดูแล แล้วผลที่ได้จะทำให้เรามีรายได้ที่ดี
ที่มา: Fungus Diseases of Tropical Crops By Paul Holliday
www.thaigreenagro.com/aticle.aspx?id..
http://www.plantwise.org
ขอขอบคุณทีมงานฝ่ายตลาด CE 7
|